Sansiri เตรียมเปิด 33 โครงการ ปี 69
ทุกปีใหม่สิ่งที่คนในวงการอสังหาฯ และผมตั้งใจฟังก็คือทิศทางของแต่ละบริษัทครับ เรารู้ดีว่าปีที่ผ่านมาผ่านอะไรกันมาบ้าง ไม่ว่าจะเศรษฐกิจ การเมือง ภัยธรรมชาติ รวมทั้งผลกระทบจากต่างประเทศ แบบเรียงหน้ากันมาเลย แต่นั่นแหละคือบทพิสูจน์ “เบอร์ใหญ่” ครับ คนที่มีรากฐานมั่นคง พร้อมปรับตัว ก็จะอยู่รอด ถ้าจะถามว่าแล้วแสนสิริผ่านสิ่งเหล่านี้มาได้ด้วยดีหรือไม่ ก็ดูด้วยผลงานยอดขายทะลุ 51,000 ล้านบาทและการครองแชมป์ผลกำไรสูงสุดในตลาด (นับถึง ก.ย. 68) น่าจะเป็นคำตอบที่ดีครับ
ในปี 69 นี้เอง แม้ความท้าทายยังคงมี ด้วยเศรษฐกิจที่ผันผวนสูง แต่ในขณะเดียวกันความต้องการอยากมีบ้านก็ไม่ได้หายไปไหน ตลาดในปีนี้จึงเป็นตลาดที่กำลังปรับตัวเพื่อเข้าสู่จุดสมดุลใหม่ ที่คนจะมองหาความเชื่อมั่น ความไว้วางใจ และความคุ้มค่าก่อนจะตัดสินใจซื้อครับ
แผนของแสนสิริในปีนี้ จึงเป็นการโฟกัสตลาดที่ยังมีคุณภาพในกลุ่ม Medium to Premium Segment โดยใช้ประโยชน์จากความแข็งแกร่งที่มีอยู่ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของแบรนด์ ที่คนเห็นชื่อแสนสิริ ก็รู้ว่าเป็นของดี มีบริการหลังการขายที่ไว้ใจได้ เป็นองค์กรที่คนรุ่นใหม่อยากเข้ามาทำงานด้วย นอกจากนี้ยังคงหาโอกาสปั้นธุรกิจใหม่ๆ ให้เป็น New S-Curve ตามรอยธุรกิจรับสร้างบ้านอย่าง ต้นแบบ Crafted by Sansiri ที่เติบโตก้าวกระโดดไปแล้ว และสุดท้ายก็คือการขยายการร่วมลงทุนเพื่อเสริมความแข็งแกร่งทางการเงินครับ
รอดูการเปิดตัว 33 โครงการใหม่ มูลค่ารวม 51,000 ล้านบาท ในปีนี้ได้เลย ได้แก่
- แนวราบ 17 โครงการ รวม 25,000 ล้านบาท ครอบคลุมทุก Segment ทั้ง นาราสิริ เศรษฐสิริ บุราสิริ อณาสิริ และจะมี Sansiri Community แห่งใหม่ที่เน้น Health & Wellness บนพื้นที่กว่า 142 ไร่บนทำเลกรุงเทพกรีฑา โดยมีไฮไลต์คือการเปิดพรีเซลล์ นาราสิริ บรมราชชนนี และนาราสิริ วิคตัวร์ กรุงเทพกรีฑา
- คอนโด 16 โครงการ รวม 26,000 ล้านบาท มีทั้งแบรนด์ใหม่อย่าง LOVE by Sansiri บนทำเลเจริญนคร การกลับมาของแบรนด์อย่าง XT และ THE MONUMENT แถมด้วยโครงการพร้อมอยู่แบรนด์ VIA อีก 3 ทำเล ที่ตอบโจทย์ทั้งเรื่อง Well-being และคนรักสัตว์เลี้ยงครับ
ผมฟังแผนไปแล้วก็นึกถึงสิ่งหนึ่งที่แสนสิริทำได้ดีเสมอมาตลาดนั่นก็คือเรื่องของ “ดีไซน์” ครับ ผมเชื่อว่าหลายคนที่เคยเห็นภาพ หรือได้ไปชมบ้านตัวอย่างด้วยตัวเองก็คงต้องเคยรู้สึก “เคลิ้มๆ” กันมาบ้าง ซึ่งมันก็ไม่ได้มาจากจุดใดจุดหนึ่งนะ มันเป็นบรรยากาศเฉพาะตัวที่ไม่เหมือนใคร เป็นความรู้สึกใช่ที่ผมก็หาคำตอบไม่ได้ แต่วันนี้เนี่ยได้มาฟังจากปากคนต้นคิดเรื่องการดีไซน์ของแสนสิริ ก็ถึงบางอ้อ มันเป็นเพราะเค้ามอง “Design as a Value Creator”
คือ ให้การออกแบบเป็นหัวใจของการสร้างมูลค่าและคุณค่าที่ยั่งยืนครับ
เค้ามองการออกแบบเป็นการสร้างมูลค่าที่ไม่สิ้นสุด ไม่ใช่แค่เรื่องความสวยงาม แต่ยังหมายรวมถึงคุณค่าของการใช้ชีวิต ความรู้สึกของคนอยู่อาศัย ความสัมพันธ์ของทุกชีวิตและสิ่งแวดล้อม ทุกอย่างต้องใส่ใจในรายละเอียดซึ่งเริ่มต้นตั้งแต่วันแรก ไม่ว่าจะเป็นการออกแบบพื้นที่ การวาง Master Plan การนำเอาปัจจัยธรรมชาติไม่ว่าจะทิศทางแดด ลม ฝน ต้นไม้ มาอยู่ในการออกแบบทั้งหมด และก็มองไปยาวๆ จนถึงว่ารุ่นต่อไปจะอยู่ยังไงด้วย
โดยเป้าหมายคือการเป็น “Best-in-Class” ซึ่งไม่ใช่การทำบ้านแพงที่สุด แต่เป็นการสร้างมาตรฐานที่ไม่ประนีประนอมในทุกระดับราคา อย่างบ้านแบบ Affordable ก็จะเน้นเรื่องการใช้พื้นที่อย่างคุ้มค่า ฟังก์ชันครบ เข้ากับไลฟ์สไตล์คนอยู่อาศัย กลุ่ม Medium ก็จะเน้นงานดีไซน์ที่มีเรื่องราว พร้อมๆ กับออกแบบให้ส่วนกลางโดดเด่นเกินราคา ในขณะที่กลุ่ม Premium ไปจนถึง Luxury เค้าก็จะใช้มาตรฐานระดับ World Class เลย ไม่ว่าจะเป็นวัสดุ การบริการ หรือการร่วมมือกับดีไซเนอร์และแบรนด์ระดับโลก
นี่ก็คือการทำบ้านให้เป็นมากกว่าที่อยู่อาศัย เป็นทรัพย์สินที่เพิ่มมูลค่าตามกาลเวลา เป็นพื้นที่เพื่อคุณภาพชีวิตที่ดี และเป็นความสุขของคนอยู่อาศัยในทุกวัน
มีอีกสิ่งหนึ่งที่ผมไม่เคยได้ยินที่ไหนพูดนะ คือ แสนสิริมองการออกแบบว่าเป็นงานศิลปะที่เติบโตได้ และงดงามตามกาลเวลา นั่นแปลว่าบ้านไม่ได้สวยที่สุดแค่ตอนขาย แต่เค้าคิดไปถึงการเติบโตในอนาคต ต้นไม้ที่ปลูกจะแผ่กิ่งก้านแค่ไหน ระบบนิเวศที่ออกแบบไว้จะอยู่ร่วมกันยังไง ซึ่งผมว่ามันตรงกับความเป็นจริงนะ ถ้าคนออกแบบคิดเรื่องเหล่านี้ไว้ บ้านก็จะเติบโตได้อย่างสวยงาม ซึ่งในพาร์ทของงานดีไซน์ก็สะท้อนผ่านการออกแบบทั้ง Landscape และ งาน Interior Design ที่เลือกใช้วัสดุธรรมชาติครับ แน่นอนว่าปีนี้เราจะได้เห็นเรื่องการเน้น Biodiversity และ Well-being Community ที่จับต้องได้มากขึ้นจากแสนสิริแน่นอน
ก่อนจบผมได้ยินเค้าพูดบนเวทีว่า “Aged beautifully” ซึ่งก็ตรงกับความเชื่อส่วนตัวของผมนะว่า แม้เราจะอายุมากขึ้น แต่เราก็จะเติบโตและสวยงามไปตามกาลเวลา บ้านก็เช่นกัน ไม่ว่าจะรอยขีดข่วนบนพื้นไม้ หรือคราบจางๆ บนเคาน์เตอร์ครัว บางครั้งก็ไม่ใช่ตำหนิ แต่มันคือบันทึกของครอบครัว เป็นความสวยงามที่เกิดจากร่องรอยของการมีชีวิต และผมก็เชื่อเหลือเกินว่า บ้านที่ “ยิ่งเก่า ยิ่งสวย” คงไม่ได้เกิดขึ้นจากความบังเอิญ แต่มันคือการวางแผนมาอย่างดีตั้งแต่อิฐก้อนแรกครับ








การที่ยังสามารถตั้งเป้าได้ใกล้เคียงกับปีที่แล้วนี่เพราะรากฐานแข็งแรงจริงๆ







