รีไฟแนนซ์บ้านธนาคารเดิมหรือใหม่ ? ตัวเลือกไหนตอบโจทย์ที่สุด

‘รีไฟแนนซ์บ้าน’ คืออะไร

เมื่อพูดถึง ‘รีไฟแนนซ์บ้าน’ หลายคนที่กู้ซื้อบ้านอาจมองว่านี่เป็นโอกาสทองในการลดภาระหนี้ แต่บางคนกังวลว่าอาจเป็นเพียงการยืดระยะเวลาผ่อนชำระออกไป แล้วการรีไฟแนนซ์ธนาคารเดิมล่ะ จะช่วยให้คุณได้ข้อเสนอที่คุ้มค่าหรือเป็นเพียงการหมุนหนี้ไปเรื่อย ๆ หรือไม่ บทความนี้จะช่วยให้คุณเข้าใจข้อดี ข้อเสีย และแนวทางที่เหมาะสม เพื่อให้ตัดสินใจได้อย่างรอบคอบ!

‘รีไฟแนนซ์บ้าน’ คืออะไร

การรีไฟแนนซ์บ้าน คือ การขอสินเชื่อใหม่เพื่อมาชำระหนี้ก้อนเดิม โดยมีเป้าหมายหลักเพื่อปรับเงื่อนไขให้ดีขึ้น เช่น ลดดอกเบี้ย ลดค่างวด หรือยืดระยะเวลาผ่อนให้ยาวขึ้น ซึ่งสามารถทำได้กับ ธนาคารเดิม หรือ ย้ายไปธนาคารใหม่ ขึ้นอยู่กับว่าเงื่อนไขที่ได้รับคุ้มค่าหรือไม่

โดยทั่วไป ธนาคารมักจะมีโปรโมชันอัตราดอกเบี้ยต่ำในช่วง 3 ปีแรกของการกู้ซื้อบ้าน หลังจากนั้นดอกเบี้ยจะปรับขึ้นตามเงื่อนไขของธนาคาร การรีไฟแนนซ์จึงเป็นหนึ่งในวิธีที่ช่วยให้ผู้กู้สามารถรักษาดอกเบี้ยต่ำไว้ได้ หรือเลือกเงื่อนไขที่เหมาะกับสถานะทางการเงินของตนเองมากขึ้น

‘รีไฟแนนซ์บ้าน’ เหมาะกับใครบ้าง ?

แม้ว่าการรีไฟแนนซ์จะมีข้อดีหลายอย่าง แต่ไม่ได้เหมาะกับทุกคน การพิจารณาว่าควรรีไฟแนนซ์หรือไม่นั้น ขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายอย่าง โดยกลุ่มที่อาจได้รับประโยชน์จากการรีไฟแนนซ์ ได้แก่

1. ผู้ที่ต้องการลดดอกเบี้ยบ้าน

หากสินเชื่อกู้ซื้อบ้านที่ใช้อยู่มีอัตราดอกเบี้ยสูง หรือกำลังจะหมดช่วงโปรโมชันดอกเบี้ยต่ำ การรีไฟแนนซ์ไปยังสินเชื่อที่มีอัตราดอกเบี้ยต่ำกว่า สามารถช่วยลดภาระดอกเบี้ยและประหยัดเงินได้ในระยะยาว

2. ผู้ที่ต้องการลดค่างวดรายเดือน

การรีไฟแนนซ์สามารถช่วยปรับลดค่างวดรายเดือนได้ โดยการยืดระยะเวลาผ่อนออกไป ซึ่งอาจเป็นทางเลือกที่ดีสำหรับผู้ที่มีรายรับลดลง หรือมีภาระทางการเงินเพิ่มขึ้น

3. ผู้ที่ต้องการปลดหนี้เร็วขึ้น

หากมีรายได้เพิ่มขึ้นและต้องการปิดหนี้ให้เร็วขึ้น การรีไฟแนนซ์ไปยังสินเชื่อที่มีเงื่อนไขการผ่อนชำระที่เหมาะสม เช่น ดอกเบี้ยต่ำลงหรือไม่มีค่าปรับปิดก่อนกำหนด อาจช่วยให้ปลดภาระหนี้ได้ไวขึ้น

ประโยชน์ที่ได้รับจากการ ‘รีไฟแนนซ์บ้าน’

การรีไฟแนนซ์บ้านไม่ได้เป็นเพียงแค่การเปลี่ยนสัญญาสินเชื่อ แต่ยังเป็นโอกาสสำคัญในการปรับปรุงสถานะทางการเงินให้ดีขึ้น โดยประโยชน์ที่ได้รับมีดังนี้

1. ลดดอกเบี้ยบ้าน ประหยัดเงินในระยะยาว

หนึ่งในเหตุผลหลักที่หลายคนเลือกรีไฟแนนซ์ คือการลดอัตราดอกเบี้ย ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อภาระดอกเบี้ยที่ต้องจ่ายในแต่ละเดือน หากสามารถเปลี่ยนไปใช้อัตราดอกเบี้ยที่ต่ำลง จะช่วยลดภาระดอกเบี้ยสะสม และประหยัดเงินได้ในระยะยาว

2. ปรับแผนการผ่อนให้เหมาะกับรายได้

การรีไฟแนนซ์ช่วยให้สามารถเลือกปรับเงื่อนไขการผ่อนชำระ ให้เหมาะกับสถานะทางการเงินของตนเองได้ เช่น

  • ยืดระยะเวลาผ่อนให้นานขึ้น เพื่อให้ค่างวดรายเดือนลดลง ช่วยให้บริหารค่าใช้จ่ายในแต่ละเดือนได้ง่ายขึ้น
  • ลดระยะเวลาผ่อนให้สั้นลง หากมีรายได้เพิ่มขึ้นและต้องการปลดหนี้เร็ว การเลือกแผนที่มีระยะเวลาสั้นลงจะช่วยลดภาระดอกเบี้ยรวม และเป็นอิสระทางการเงินได้เร็วขึ้น

3. โอกาสในการกู้เงินเพิ่มสำหรับเป้าหมายอื่น ๆ

การรีไฟแนนซ์ไม่ได้จำกัดอยู่แค่การลดดอกเบี้ยหรือปรับแผนการผ่อนเท่านั้น แต่ยังสามารถใช้เป็นโอกาสในการขอสินเชื่อเพิ่ม (Top-up Loan) เพื่อใช้ในวัตถุประสงค์อื่น เช่น

  • รีโนเวทบ้าน ปรับปรุงหรือขยายพื้นที่ให้เหมาะกับไลฟ์สไตล์มากขึ้น
  • ซื้ออสังหาริมทรัพย์เพิ่มเติม เช่น คอนโดมิเนียมสำหรับลงทุน หรือเพื่ออยู่อาศัย
  • เพิ่มสภาพคล่องทางการเงิน ใช้เงินก้อนที่ได้มาเพื่อบริหารจัดการภาระหนี้อื่น ๆ ให้สมดุลขึ้น

ข้อควรรู้และข้อควรระวังก่อน ‘รีไฟแนนซ์บ้าน’

การรีไฟแนนซ์บ้านมีปัจจัยที่ต้องพิจารณาให้รอบคอบก่อนตัดสินใจ เพราะอาจมีค่าใช้จ่ายแฝง หรือผลกระทบที่ทำให้การรีไฟแนนซ์ไม่คุ้มค่า

1. ค่าใช้จ่ายในการดำเนินการที่อาจเพิ่มภาระทางการเงิน

การรีไฟแนนซ์มีค่าใช้จ่ายในการดำเนินการที่ต้องคำนึงถึง ซึ่งหากต้นทุนค่าใช้จ่ายเหล่านี้สูงกว่าประโยชน์ที่ได้รับ อาจทำให้การรีไฟแนนซ์ไม่คุ้มค่า เช่น

  • ค่าธรรมเนียมไถ่ถอนสินเชื่อเดิม หากยังอยู่ในช่วงโปรโมชันบางธนาคารอาจมีค่าปรับเมื่อต้องการปิดสินเชื่อก่อนกำหนด
  • ค่าจดจำนองใหม่ เมื่อทำการรีไฟแนนซ์ จะต้องจดจำนองใหม่กับกรมที่ดิน ซึ่งมีค่าใช้จ่ายโดยทั่วไปอยู่ที่ 1% ของวงเงินมูลค่าจำนอง
  • ค่าประเมินราคาหลักประกัน ธนาคารจะต้องส่งเจ้าหน้าที่ไปประเมินมูลค่าบ้านใหม่เพื่อพิจารณาวงเงินกู้
  • ค่าใช้จ่ายแอบแฝงอื่น ๆ เช่น ค่าประกันชีวิตคุ้มครองสินเชื่อ (MRTA) ที่บางธนาคารอาจกำหนดให้ทำร่วมกับสินเชื่อใหม่

2. ระยะเวลาผ่อนที่เหลืออยู่น้อย รีไฟแนนซ์ไม่คุ้ม

หากเหลือระยะเวลาผ่อนเพียง 5-7 ปีสุดท้าย การรีไฟแนนซ์อาจไม่ช่วยลดดอกเบี้ยได้มาก เพราะในช่วงท้ายของสินเชื่อบ้าน เงินที่ผ่อนแต่ละงวดจะถูกนำไปตัดเงินต้นเป็นหลักอยู่แล้ว การเสียค่าธรรมเนียมต่าง ๆ เพื่อรีไฟแนนซ์อาจทำให้เสียเงินโดยไม่จำเป็น

3. ข้อสัญญาใหม่ อาจไม่เป็นไปตามความต้องการ

ธนาคารแต่ละแห่งมีเงื่อนไขสินเชื่อที่แตกต่างกัน แม้ว่าจะได้ดอกเบี้ยต่ำลง แต่ควรอ่านรายละเอียดสัญญาให้ดี เช่น

  • มีค่าปรับหากปิดหนี้ก่อนกำหนด
  • ข้อกำหนดเกี่ยวกับรายได้และเครดิตสกอร์ การรีไฟแนนซ์ต้องยื่นเอกสารใหม่เหมือนการขอสินเชื่อครั้งแรก หากมีรายได้ลดลง หรือประวัติสินเชื่อไม่ดี อาจไม่ได้รับข้อเสนอที่ดีอย่างที่คิด
  • เงื่อนไขพ่วงผลิตภัณฑ์ทางการเงินอื่น ๆ บางธนาคารอาจเสนออัตราดอกเบี้ยต่ำ แต่มีข้อผูกมัดให้ซื้อผลิตภัณฑ์เพิ่มเติม ซึ่งอาจเป็นภาระทางการเงินที่ไม่จำเป็น

รีไฟแนนซ์บ้านธนาคารเดิม vs. รีไฟแนนซ์บ้านธนาคารใหม่

เมื่อคุณพิจารณาการรีไฟแนนซ์บ้าน การเลือกว่าจะ ‘รีไฟแนนซ์บ้านธนาคารเดิม’ หรือ ‘รีไฟแนนซ์บ้านธนาคารใหม่’ เป็นการตัดสินใจที่สำคัญ เพราะแต่ละตัวเลือกมีข้อดีและข้อเสียที่แตกต่างกัน โดยการเลือกที่เหมาะสมจะขึ้นอยู่กับสภาวะทางการเงินของคุณและเป้าหมายในการรีไฟแนนซ์

รีไฟแนนซ์บ้านธนาคารเดิม

ข้อดี

  • ความสะดวกในการดำเนินการ – ธนาคารเดิมมีข้อมูลของคุณอยู่แล้ว ทำให้ขั้นตอนการพิจารณาสินเชื่อและอนุมัติรวดเร็วกว่า ไม่ต้องมีการประเมินทรัพย์สินใหม่ หรือทำเอกสารซ้ำซ้อน
  • สิทธิพิเศษ – ธนาคารเดิมมักมีข้อเสนอพิเศษสำหรับลูกค้าประจำ เช่น ดอกเบี้ยที่ต่ำลง หรือการยกเว้นค่าธรรมเนียมบางรายการ
  • ความคุ้นเคย – คุณสามารถอ้างอิงถึงประวัติการชำระเงินที่ดีจากการดำเนินการกับธนาคารเดิม ซึ่งช่วยให้การรีไฟแนนซ์ผ่านได้ง่ายขึ้น

ข้อเสีย

  • ข้อเสนอที่อาจไม่ดีที่สุด – รีไฟแนนซ์บ้านธนาคารเดิมอาจไม่สามารถให้ข้อเสนอที่ดีกว่า เช่น ดอกเบี้ยต่ำ หรือเงื่อนไขที่ยืดหยุ่นกว่าธนาคารใหม่
  • ไม่มีแรงจูงใจให้เปลี่ยนแปลง – เนื่องจากไม่มีการแข่งขันจากธนาคารอื่น ธนาคารเดิมอาจไม่เสนอข้อเสนอใหม่ที่ดีกว่าเดิม

รีไฟแนนซ์กับธนาคารใหม่

ข้อดี

  • ดอกเบี้ยที่ดีกว่า – ธนาคารใหม่มักจะมีอัตราดอกเบี้ยที่ดีกว่าและโปรโมชันที่น่าสนใจ เพื่อดึงดูดลูกค้าใหม่
  • เงื่อนไขที่ยืดหยุ่น – ธนาคารใหม่อาจเสนอระยะเวลาและเงื่อนไขที่ยืดหยุ่น เช่น ลดระยะเวลาการผ่อนชำระ หรือปรับอัตราดอกเบี้ยตามสภาวะเศรษฐกิจ
  • โอกาสในการเลือกโปรแกรมที่เหมาะสม – ธนาคารใหม่อาจมีโปรแกรมรีไฟแนนซ์ที่ตอบโจทย์กับความต้องการของคุณมากขึ้น เช่น บริการที่หลากหลาย หรือข้อเสนอพิเศษในการรีไฟแนนซ์ที่ไม่สามารถหาได้จากธนาคารเดิม

ข้อเสีย

  • กระบวนการซับซ้อนกว่า – การรีไฟแนนซ์กับธนาคารใหม่อาจต้องใช้เวลาและกระบวนการที่ซับซ้อนกว่า เนื่องจากต้องมีการยื่นเอกสารใหม่ การประเมินมูลค่าทรัพย์สิน และการตรวจสอบความสามารถในการชำระหนี้
  • ค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม – อาจมีค่าธรรมเนียมในการดำเนินการต่าง ๆ เช่น ค่าธรรมเนียมการยื่นขอสินเชื่อใหม่ หรือค่าประเมินทรัพย์สิน

การรีไฟแนนซ์บ้านธนาคารเดิมหรือธนาคารใหม่ อาจเป็นโอกาสที่ช่วยให้คุณสามารถลดภาระหนี้และปรับแผนการเงินให้เหมาะสมกับสถานการณ์ปัจจุบัน หรือการกู้เงินเพิ่มเพื่อใช้ในเป้าหมายอื่น ๆ อย่างเช่น การซื้อบ้านหรือคอนโดมิเนียมใหม่

หากคุณกำลังมองหาคอนโดติด BTS ทำเลดี ที่มาพร้อมสิ่งอำนวยความสะดวกครบครัน โครงการจาก แกรนด์ ยูนิตี้ เป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่ตอบโจทย์ รองรับไลฟ์สไตล์ที่หลากหลาย พร้อมให้คุณเข้าอยู่แล้ววันนี้ สามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมและเลือกโครงการที่ตรงใจคุณได้ คลิกเพื่อดู คอนโดพร้อมอยู่

หรือ สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ LINE Official : @GrandUnity โทร. 02 652 4000

แกรนด์ ยูนิตี้ เราคิดทุกองค์ประกอบ บนทุกเหตุผลของการอยู่อาศัย เพื่อให้คุณได้ #ใช้ชีวิตบนเหตุผลของคุณ #GrandUnity #MakesSense.

อ้างอิง : blog.ghbank.co.th, kasikornbank.com/th