บอกว่าซื้อบ้านเพราะหมา ใครฟังก็ไม่เชื่อ แต่ผมพูดได้เลยว่า “ไม่เกินจริง” ครับ
ก่อนหน้านี้ใช้ชีวิตอยู่คอนโดสบายๆ นอนดูแม่น้ำฉ่ำ แถมติดรถไฟฟ้าไม่กี่ก้าว ไปไหนก็ชิลล์ กลับดึกก็ได้ แต่ชีวิตมันมาถึงจุดเปลี่ยนก็ตอนได้เจออีกคนที่คิดเหมือนกันนั่นแหละครับ
คนที่นอกจากจะรักเรา ก็ยังรักหมาเหมือนกับเราด้วย ฮิ้ววว
เราสองคนพร้อมที่จะรักสิ่งมีชีวิตตัวเล็กๆ ขนนุ่ม สี่ขา เหมือนเป็นลูกของเราเอง และก็คิดตรงกันว่าชีวิตครอบครัวคงสมบูรณ์เมื่อมีเจ้าตัวน้อยนอนอยู่ตรงกลางเราก็เลยทำการบ้านเรื่องของ “ที่อยู่อาศัย” เป็นอันดับแรกครับ
ช่วยกันคิดอยู่หลายตลบว่าจะเอายังไงดี ระหว่าง คอนโด Pet Friendly กับ บ้านที่มีที่ทาง
ถ้าเป็นคอนโด ผมก็อยากได้ที่ที่มีส่วนกลางดีๆ สำหรับลูก และยังเดินทางสะดวก แต่ถ้าจะซื้อบ้าน ก็คงอยากจะอยู่ใกล้บ้านคุณแม่ที่ท่านเริ่มอายุมากขึ้น
ในงบใกล้ๆ กันสักประมาณ 5-6 ล้าน Work ดูแล้วได้ห้องประมาณ 1 Bedroom / 1 Bedroom Plus ใกล้รถไฟฟ้าเหมือนเดิม แต่พอหันไปดูสัมภาระและความบ้าหอบฟางของทั้งสองคนก็ตกผลึกว่า คอนโดน่าจะไม่พอ
เราเลยเลือกบ้านที่ได้ทั้งเก็บของ ได้ทั้งที่ทาง แถมมีสวนกว้างๆ ให้ลูกเดินเล่นได้ทุกวันแม้จะต้องแลกกับการเดินทางที่มากกว่าเดิม
นั่นก็คือจุดเริ่มต้นของการเป็นหนี้ครั้งใหม่ แล้วก็นำไปสู่ Next Step ว่าลูกฉันจะหน้าตายังไงดี ผมเองเคยชินกับสุนัขพันธุ์เล็กอย่างชิวาวามา 20 ปี คราวนี้อยากได้ตัวใหญ่ขึ้นนิดหน่อยให้พอฟัดได้ อยากได้ที่ขนไม่ร่วง ฉลาดแสนรู้เป็นโบนัส ทุกข้อก็เลยตกลงมาเป็นน้องวิ้งกี้ เจ้าพุดเดิ้ลตาแป๋วนี่แหละครับ หลังจากตระเตรียมอะไรหลายๆ อย่างอีกมากมาย สุดท้ายผมก็ได้เรียนรู้อีกอย่างว่า
“สวนที่บ้านใหญ่แค่ไหน ลูกก็อยากออกไปเดินนอกบ้านมากกว่าอยู่ดี”
ใครที่กำลังหาบ้านสำหรับเลี้ยงน้องหมาเหมือนกันผมก็แนะนำเลยว่า ถ้าได้อยู่ใกล้ๆ สวนส่วนกลางด้วยจะ Perfect มาก เพราะไม่ใช่แค่พาน้องออกมาเดินง่าย แต่ยังนั่งชมวิวได้ทุกวันด้วย (ดูรูปน้องหมาเพื่อนวิ้งกี้ที่น่าอิจฉาโน่นสิ)
นี่แหละครับคือจุดเริ่มต้น Pet Parents ของผม เพราะงั้นไม่ว่าเมื่อไหร่ ถ้าใครถามว่าซื้อบ้านทำไม ผมก็ตอบได้เต็มปากทุกทีเลยว่า “ซื้อเพราะลูก(หมา)ครับ”

นี่แหละคับ ผู้อยู่บ้านหน้าสวน นั่งชมวิวได้ทุกวันจริงๆ

สวนนี่เอาไว้ให้เค้าได้วิ่งเล่น

เจ้าของบ้านตัวจริง






